22 ธันวาคม 2565

วิธีดู Windows แท้

 วิธีดู Windows 10 แท้ และตรวจสอบประเภท Windows ด้วยวิธีง่ายๆ

How To เช็ค Windows 10 ด้วยตัวเองด้วยขั้นตอนง่ายๆ

หลายๆ คนที่ใช้งานคอมพิวเตอร์ระบบปฏิบัติการวินโดวส์อยู่นั้นอาจไม่รู้ว่า Windows 10 แท้ หรือไม่ และ Windows 10 ที่เราใช้มีอะไรบ้าง แล้วก็อาจจะไม่ทราบด้วยว่าเวอร์ชันที่เราใช้งานอยู่เป็นเวอร์ชันอะไร ทีมงาน Notebookspec จึงจะมาแนะนำวิธีการดูว่าวินโดวส์แท้ ว่าดูกันยังไง และเราสามารถเช็กประเภทของวินโดวส์ที่ใช้งานอยู่ได้อย่างไร มาดูกันเลย


Windows 10 แท้มีอะไรบ้าง

สำหรับ Windows 10 นั้น ในบทความนี้จะแยกประเภทของ Windows 10 แท้ออกมาจาก Windows 10 ปลอม โดยของแท้ที่ว่านั้นคือ Windows 10 ที่ซื้อมาโดยถูกลิขสิทธิ์ ด้วยวิธีการที่ถูกต้อง แต่ Windows 10 ที่ว่าปลอมนั้นมาจากการ Crack หรือวิธีการต่างๆ ที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมายหรือลิขสิทธิ์นั่นเอง 

ในช่วงที่มีการเปิดตัวระบบปฏิบัติการ Windows 10 นั้น ทาง Microsoft ได้กล่าวว่าระบบปฎิบัติการ Windows 10 นั้นเป็นระบบปฎิบัติการแบบหนึ่งเดียวจบ แต่ทว่าในความเป็นจริง Windows 10 นั้นก็ยังคงมีการแยกรุ่นเพื่อให้เหมาะสมต่อการใช้งานในแต่ละรูปแบบรวมไปถึงให้เหมาะสมกับแต่ละอุปกรณ์อีกด้วย 

Windows 10 แท้ในปัจจุบัน 

Microsoft ได้แบ่ง Windows 10 เป็นรุ่นแยกย่อยออกมามากมายตามความเหมาะสมของอุปกรณ์และการใช้งานแต่ละประเภท ไม่ว่าจะเป็น

  • Windows 10 Home: สำหรับกลุ่มผู้ใช้ทั่วไป
  • Windows 10 Pro: สำหรับการใช้งานทั่วไป และยกระดับมาเป็นธุรกิจขนาดเล็ก
  • Windows 10 Enterprise: สำหรับธุรกิจขนาดกลาง ไปจนถึงธุรกิจขนาดใหญ่ และระดับองค์กร
  • Windows 10 Education: สำหรับการใช้งานในสถานศึกษา
  • Windows 10 Mobile: สำหรับ Windows Phone
  • Windows 10 Mobile Enterprise: สำหรับการใช้งานเช่นเดียวกับ Windows 10 Enterprise บน Desktop เพียงแต่เป็นการใช้งานบนสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ต
  • Windows 10 IoT Core: ระบบปฏิบัติการสำหรับอุปกรณ์ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องจักรโรงงาน, อุปกรณ์ Gateway หรือตู้ ATM

แต่ปัจจุบันในปี 2020 นั้น Windows 10 รุ่นที่เป็นที่นิยมกันโดยทั่วไปและใช้งานกันอย่างแพร่หลาย (รวมไปถึงการฝัง License ไว้ในเมนบอร์ดสำหรับโน๊ตบุ๊ค) นั้น มีด้วยกัน 3 รุ่น ได้แก่

Windows 10 Home

สำหรับ Windows 10 Home เป็นรุ่นที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในปัจจุบัน และมีการฝัง license key ไว้ที่เมนบอร์ดของ Notebook ในรุ่นใหม่ ๆ อีกด้วย Windows 10 Home นั้นเป็นระบบปฎิบัติการ Windows 10 ที่เหมาะสำหรับการใช้งานในบ้านทั่วไป หรือจะเรียกอีกอย่างว่าเป็น Windows 10 สำหรับผู้ใช้งานธรรมดาหรือสำหรับใช้งานส่วนตัวนั่นเอง สำหรับ Windows 10 Home นั้นจะมีฟีเจอร์และความสามารถต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

  • สามารถใช้งานได้กับทั้งคอมพิวเตอร์ PC, Notebook, แท็บเล็ต และอุปกรณ์จำพวก 2-in-1
  • รองรับการใช้งานผู้ช่วยดิจิทัล Cortana
  • มาพร้อมกับเว็บเบราว์เซอร์รุ่นใหม่ล่าสุดอย่าง Microsoft Edge Chromium
  • สามารถใช้ฟีเจอร์ Continuum tablet mode สำหรับอุปกรณ์ที่รองรับหน้าจอแบบสัมผัสได้
  • มาพร้อมกับฟีเจอร์ Windows Hello ที่เป็นฟีเจอร์ทางด้านความปลอดภัยผ่านทางการจดจำใบหน้า, การสแกนม่านตาและการสแกนลายนิ้วมือ เพื่อใช้ในการ Login เข้าสู่ระบบ (แต่มีข้อจำกัดอยู่ว่าอุปกรณ์นั้น ๆ ต้องมากับกล้อง, ระบบสแกนม่านตาและระบบสแกนลายนิ้วมือที่ Microsoft รองรับด้วย)
  • รองรับ Universal Windows apps โดยจะมีแอพพลิเคชันอย่าง Photos, Maps, Mail, Calendar, Music และ Video ให้ใช้งานทันที
  • มาพร้อมกับแอพพลิเคชันสำหรับการเล่นเกมอย่าง Xbox ที่ให้คุณสามารถทำการเล่นเกมได้อย่างต่อเนื่องไม่ว่าจะจาก Xbox 360 หรือ Xbox One

ในส่วนของ Windows 10 Home นั้น เราสามารถหาซื้อได้จากเว็บไซต์ของ Microsoft โดยตรง หรือจะซื้อจากบริษัท ร้านค้าที่เชื่อถือได้ ไม่ว่าจะเป็น Banana IT, JIB, Advice ฯลฯ

  • สำหรับราคา Windows 10 Home จาก Microsoft นั้นจะมีราคาอยู่ที่ประมาณ 6,199 บาท
  • Windows 10 Home จาก JIB ราคาจะอยู่ที่ ราคา 3,780 บาท สำหรับ OEM และ FPP ราคา 4,290 บาท
  • Windows 10 Home จาก Advice ราคาจะอยู่ที่ ราคา 3,790 บาท สำหรับ OEM และ FPP ราคา 4,290 บาท

Windows 10 Pro

Windows 10 Pro เป็นระบบปฎิบัติการสำหรับคอมพิวเตอร์ PC, Notebook, แท็บเล็ต และอุปกรณ์จำพวก 2-in-1 เช่นเดียวกับ Windows 10 Home โดยจะยกความสามารถทั้งหมดมาจากรุ่น Home และทำการเพิ่มความสามารถที่เกี่ยวข้องกับทางด้านธุรกิจเข้าไปเพิ่มเติม (แต่ก็เน้นสำหรับธุรกิจขนาดเล็กเท่านั้น) ซึ่งหากเทียบกับรุ่น Home แล้วรุ่น Pro จะช่วยให้ผู้ใช้สามารถจัดการควบคุมอุปกรณ์และแอพพลิเคชันต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากกว่า โดยฟีเจอร์ที่ถูกเพิ่มเข้ามาในรุ่น Pro นั้นมีหลายอย่างตัวอย่างเช่น

  • มีฟีเจอร์สำหรับการป้องกันข้อมูลทางด้านธุรกิจที่สำคัญของผู้ใช้งานเพิ่มเติม
  • สนับสนุนการ remote และ mobile productivity scenarios
  • มาพร้อมกับ cloud technologies ที่ดีกว่า
  • สนับสนุนการใช้งานฟีเจอร์ Choose Your Own Device (CYOD) programs และ prosumer customers สำหรับองค์กรได้เป็นอย่างดี
  • มาพร้อมกับ Windows Update for Business ที่สามารถลดต้นทุนของผู้ประกอบการได้เพราะผู้ใช้ในระดับองค์กรสามารถที่จะเข้าถึงอัพเดททางด้านความปลอดภัยรวมไปถึงนวัตกรรมการใช้งานใหม่ๆ จากทาง Microsoft ได้เร็วกว่า (ตัวอย่างเช่น Azure AD เป็นต้น)

ในส่วนของ Windows 10 Home นั้น เราสามารถหาซื้อได้จากเว็บไซต์ของ Microsoft โดยตรง หรือจะซื้อจากบริษัท ร้านค้าที่เชื่อถือได้ ไม่ว่าจะเป็น Banana IT, JIB, Advice ฯลฯ

  • สำหรับราคา Windows 10 Pro จาก Microsoft นั้นจะมีราคาอยู่ที่ประมาณ 8,999 บาท
  • Windows 10 Pro จาก JIB ราคาจะอยู่ที่ ราคา 4,890 บาท สำหรับ OEM และ FPP ราคา 6,590 บาท
  • Windows 10 Pro จาก Advice ราคาจะอยู่ที่ ราคา 4,880 บาท สำหรับ OEM และ FPP ราคา 6,580 บาท

Windows 10 Enterprise

Windows 10 Enterprise เหมาะสำหรับองค์กรระดับใหญ่ ๆ (ได้แก่ หน่วยธุรกิจขนาดกลางไปจนถึงองค์กร หรือหน่วยงานของรัฐ เป็นต้น) โดย Windows 10 Enterprise นั้นจะเป็นเวอร์ชันที่อัพเกรดความสามารถและฟีเจอร์ต่าง ๆ เพิ่มขึ้นมากจาก Windows 10 Pro เพื่อที่จะให้รองรับการใช้งานในระดับองค์กรมากขึ้น สำหรับฟีเจอร์และความสามารถใหม่ ๆ ที่เพิ่มขึ้นมาบน Windows 10 Enterprise มีดังนี้

  • เพิ่มเติมความสามารถในการป้องกันความปลอดภัยให้กับอุปกรณ์, ตัวตันผู้ใช้งาน, แอพพลิเคชัน และข้อมูลสำคัญของบริษัทมากขึ้นกว่าปกติ
  • สนับสนุนตัวเลือกสำหรับระบบปฎิบัติการที่มีการใช้งานร่วม, ครอบคลุมอุปกรณ์และการจัดการแอพพลิเคชันกว้างกว่าระบบปฎิบัติการ Windows 10 ในรุ่นอื่น ๆ ทั้งหมด
  • รองรับลูกค้าแบบ Volume Licensing (ซื้อสิทธิ์การใช้งานแบบเป็นจำนวนได้ตามที่บริษัทหรือองค์กรต้องการ)
  • มาพร้อมกับ Windows Update for Business
  • ผู้ใช้จะได้รับการเข้าถึงการให้บริการทางด้านต่าง ๆ เช่น ความช่วยเหลือจาก Microsoft อย่างเต็มรูปแบบ
  • บริษัทหรือองค์กรที่เป็นลูกค้าแบบ Volume Licensing ของระบบปฎิบัติการ Windows 7, 8.1 รุ่น Enterprise ก่อนหน้า สามารถที่จะทำการอัพเกรดระบบปฎิบัติการเป็น Windows 10 Enterprise ได้ เพราะเป็นส่วนหนึ่งของ Software Assurance จากทาง Microsoft ก่อนหน้า

ประเภทของ Windows 10 แท้ ที่มีขายอยู่ในปัจจุบันนั้น แบ่งออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่ 

สำหรับการซื้อ Windows 10 แท้มาใช้งานนั้น นอกจากที่เราต้องเลือกให้ตรงกับความต้องการในการใช้งานแล้ว ยังมีประเภทของ License ให้เราได้เลือกซื้ออีกด้วย โดยประเภทของ License จะมีดังนี้

1. OEM (Original Equipment Manufacturer)

OEM จะเป็นลิขสิทธิ์ Windows แท้แบบสำเร็จรูป โดยส่วนใหญ่นั้นมักจะถูกติดตั้งมาแล้วกับคอมพิวเตอร์โดยเฉพาะใน Notebook (ฝัง License ลงใน Mainboard) ผู้ใช้งานไม่จำเป็นจะต้องติดตั้ง Driver เพิ่มเติม สำหรับ OEM นั้น จะเป็น License ที่สามารถใช้งานได้เพียง 1 เครื่องเท่านั้น ไม่สามารถนำ License ย้ายไปใช้งานในคอมพิวเตอร์เครื่องอื่นๆ ได้ แม้ว่าเราจะไม่ได้ใช้งานเครื่องเดิมแล้วก็ตาม (ซึ่งแสดงว่าหากเมนบอร์ดใน Notebook หรือคอมพิวเตอร์เครื่องนั้น ๆ เสียหายจนกระทั่งต้องเปลี่ยนเมนบอร์ดใหม่ ผู้ใช้ก็จะเสียสิทธิ์ในการใช้งาน License ของ Windows 10 ไปด้วยนั่นเอง)

2. FPP (Full Package Product)

License แบบ FPP นั้น จะมีความแตกต่างกับ OEM ตรงที่ผู้ใช้สามารถย้ายสิทธิ์ในการใช้งานจากคอมพิวเตอร์เครื่องเก่าไปยังเครื่องใหม่ได้ โดยผู้ใช้จะต้องลบซอฟต์แวร์ของ Windows ออกจากเครื่องเก่าก่อน แล้วจากนั้นจึงจะสามารถทำการติดตั้ง Windows 10 ลงในเครื่องใหม่และทำการ Activate ได้ สำหรับ License แบบ FPP นั้นสามารถหาซื้อได้ตามร้านค้าจำหน่ายอุปกรณ์ IT ทั่วไป โดยจะมีทั้งแบบที่เป็นลักษณะของ Flash Drive ติดตั้ง Windows (หรือบางที่จะมีลักษณะเป็น License Key มาให้ ในกล่อง แต่จะไม่มี Flash Drive สำหรับติดตั้งวินโดวส์มาให้ ผู้ใช้จะต้องเข้าไปทำการดาวน์โหลด Windows 10 จากทางเว็บไซต์ของ Microsoft ด้วยตนเอง)

3. Volume License

สำหรับ Volume License นั้น จะเป็นการซื้อลิขสิทธิ์ของ Windows จากทาง Microsoft สำหรับการใช้งานบนคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์จำนวนมาก เหมาะสำหรับการใช้งานในระดับองค์กรและสถานศึกษา โดยรุ่นที่สามารถซื้อในรูปแบบนี้ได้ ได้แก่ Windows 10 Enterprise, Windows 10 Education, Windows 10 Mobile Enterprise และ Windows 10 IoT ซึ่ง Windows 10 ประเภทนี้เองที่ได้ถูกนำมาขายกันตามเว็บไซต์ เพจ หรือ ร้านค้าออนไลน์ต่างๆ ในราคาหลักร้อย หรือได้ถูกนำมาปล่อยให้ใช้งานกันแบบฟรีๆ

นอกจากทั้ง 3 ประเภทนี้แล้วก็ยังมี Windows แบบ Dreamspark ที่ให้สำหรับนักศึกษา และแบบ MSDN (Microsoft Developer Network) ที่เป็นคีย์ให้ทดลองใช้งาน สำหรับนักพัฒนาต่างๆ แต่คีย์จะมีเวลาจำกัดเท่านั้น


Windows 10 ที่ไม่ถูกลิขสิทธิ์

ในส่วนของ Windows 10 ที่ผู้ใช้งานได้มาอย่างไม่ถูกต้องลิขสิทธิ์นั้น มีอยู่ด้วยกับ 2 ประเภท คือ 

  • Windows 10 ที่ได้มาจากการ Crack หรือการ Activate ที่ไม่ถูกต้อง: โดยส่วนใหญ่นั้นสามารถหาดาวน์โหลดได้ตามเว็บไซต์ต่าง ๆ หรือจากร้านซ่อมคอมพิวเตอร์ที่มีอยู่ทั่วไป โดยอาจจะจ่ายเป็นเงิน 300 – 500 บาท/การลงหนึ่งครั้ง และถึงแม้ว่าจะสามารถใช้งานได้ตามปกติ แต่สำหรับ Windows 10 ที่ผ่านการ Crack มานั้น จะไม่สามารถทำการอัพเดตด้านระบบต่าง ๆ ได้ แถมยังมีความเสี่ยงต่อการติดไวรัส มัลแวร์ หรือแม้กระทั่งการถูกเจาะระบบ ขโมยข้อมูล ไปจากผู้ใช้ง่ายดายกว่า Windows 10 ที่ถูกลิขสิทธิ์
  • Windows 10 ที่ Activate จาก Key เถื่อน: โดย Windows 10 ในรูปแบบ Key เถื่อนนี้ โดยส่วนใหญ่มักมีการอยู่ตามร้านค้าออนไลน์ ซึ่ง License Key ประเภทนี้จะถูกลับลอบหรือแอบนำมาขายโดยวิธีการที่ไม่ถูกต้อง เช่น การแอบนำ Volume License ที่เหลือจากการใช้งานในองค์กรหรือบริษัทมาขายต่อ สำหรับ Key ประเภทนี้ มีความเสี่ยงที่จะถูกทาง Microsoft จับได้ และผู้ใช้ก็อาจจะเจอเข้ากับปัญหาที่ซื้อ Key มาแล้วไม่สามารถใช้งานได้ หรือใช้งานไปได้สักระยะ License Key ก็หมดอายุเสียแล้ว เรียกว่าได้ไม่คุ้มเสียอย่างแน่นอน แถมผิดกฎหมายด้วย

เช็ค Windows 10 แท้ / ตรวจสอบ Windows ว่าเป็นประเภทไหน

สำหรับใครที่อ่านมาถึงตรงนี้แล้วเกิดความข้องใจ อยากรู้ว่า Windows 10 ที่เราใช้งานอยู่ในทุกวันนี้เป็น License ประเภทไหน FPP, OEM หรือ Volume License นั้น มาดูวิธีการตรวจสอบที่แสนง่ายดายกันเลย

เช็ค Windows 10 แท้ วิธีที่ 1

วิธีแรกจะเป็นวิธีการเช็ค Windows 10 เบื้องต้น ซึ่งเราสามารถดูได้จาก This PC (หรือที่เข้าใจกันง่ายๆ ก็คือ My Computer นั่นเอง)

  • ให้เราคลิกขวาที่ This PC จากนั้นเลือก Properties แล้วให้ดูในส่วนของ Windows edition ว่า Windows ที่เราใช้อยู่นั้นเป็นรุ่นไหน จากนั้นดูที่ Windows Activation เพื่อดูว่า Windows ของเรา ได้ทำการ Activated เรียบร้อยหรือยัง โดยหากขึ้นข้อความว่า Activated ก็แสดงว่า Windows ที่เราใช้งานอยู่นั้น ได้ลงทะเบียนเรียบร้อยแล้ว สำหรับวิธีนี้นั้นอาจจะต้องทำการเช็คหรือตรวจสอบร่วมกับวิธีอื่นด้วย เพื่อความชัวร์

เช็ค Windows 10 แท้ วิธีที่ 2

วิธีที่ 2 จะเป็นการเช็ค Windows จากส่วนของ Settings นั่นเอง โดยทำได้ดังนี้เลย

  • ให้เราพิมพ์คำว่า ‘Settings’ ลงในช่องค้นหา (Search) ที่อยู่ที่แถบ Start Menu
  • จากนั้นให้เราเลือก Update & Security และกดดูที่ Activation เพื่อดูว่า Edition ที่เราใช้งานอยู่นั้นเป็นแบบไหน เป็น Windows 10 Home หรือ Windows 10 Pro (หรือในกรณีที่บางคนใช้ร่วมกับการศึกษาและแบบบริษัทนั้น ก็อาจเป็นประเภท Enterprise หรือ Education ก็ได้)
  • สำหรับวิธีนี้ ถ้าใครที่ใช้งานคอมพิวเตอร์หรือโน๊ตบุ๊คส่วนตัว เข้าไปดูแล้วพบว่า ไม่ใช่ทั้งแบบ Home หรือ Pro ก็อาจแสดงได้ว่า Windows ที่เราใช้งานอยู่นั้นเป็นของปลอมนั่นเอง

เช็ค Windows 10 แท้ วิธีที่ 3

วิธีต่อมานั้น จะเป็นวิธีที่สามารถดูได้แบบละเอียดมากขึ้น และมั่นใจได้เลยว่าข้อมูลนั้นเป็นข้อมูลที่ถูกต้องอย่างแท้จริง ซึ่งข้อมูลนี้จะเป็นการบอกทั้งรุ่น และประเภท OEM, FPP หรือ Volume Licensing เลย

  • เริ่มต้นด้วยการ กดปุ่ม Windows + R เพื่อเปิด Run >> พิมพ์คำว่า ‘cmd’ >> จากนั้นกด OK/Enter

  • เมื่อเข้ามาในหน้าต่างของ cmd แล้ว >> ให้พิมพ์คำสั่งจากนั้นพิมพ์คำสั่ง ซึ่งสามารถกดได้ 2 แบบ ดังนี้
  • คำสั่ง slmgr /xpr จากนั้นกด Enter ก็จะมีข้อมูล Windows Script Host ขึ้นมา โดยจะมีการบอกข้อมูลของรุ่น Windows 10 และรูปแบบของคีย์ที่ใช้งานอยู่
  • คำสั่ง slmgr.vbs /dli หรือ slmgr /dli >> จากนั้นกดปุ่ม Enter เพื่อเปิดหน้า Windows Script Host โดยคำสั่งนี้จะมีรายละเอียดที่ละเอียดมากขึ้นกว่าคำสั่งก่อนหน้านั่นเอง


สำหรับหน้าต่าง Windows Script Host ที่ปรากฏขึ้นมา (กรณีที่เราพิมพ์คำสั่ง slmgr.vbs /dli หรือ slmgr /dli นั้น) จะบอกว่าเครื่องของเราเป็น Windows ประเภทไหน (สำหรับในตัวอย่างนั้นเครื่องเป็น Windows 10 ประเภท OEM ถ้าหากเป็น FPP จะปรากฏขึ้นว่า Retail และหากเป็นประเภท Volume License จะปรากฏคำว่า Volume)

ถ้าเป็น Windows ของเถื่อนที่ซื้อตามร้านค้าออนไลน์ หรือเป็นของที่ร้านลงมาให้ในราคาไม่กี่ร้อย ก็จะขึ้น Enterprise หรือแบบอื่นๆ และวันหมดอายุการใช้งานเหมือนในรูปนี้เลย


แม้ว่า Windows 10 แท้ กับ Windows 10 ปลอมนั้น จะไม่มีความแตกต่างกันในเรื่องของการใช้งาน แต่ในเรื่องของความปลอดภัยนั้นแตกต่างกันมากทีเดียว Windows ปลอมนั้นไม่สามารถทำการอัพเดตระบบต่างๆ ได้ ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของฟีเจอร์ใหม่ ๆ หรือระบบการรักษาความปลอดภัยที่ทาง Microsoft พัฒนาขึ้นมาเพื่อผูัใช้งาน ทำให้คอมพิวเตอร์ที่ใช้ Windows ของปลอมนั้นเสี่ยงต่อการติดไวรัส และการถูกแฮคข้อมูลมากกว่า หากเป็นไวรัสที่ไม่อันตรายก็อาจจะจัดการได้ แต่หากเป็นไวรัสหรือมัลแวร์ที่สร้างความเสียหายให้กับอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ก็ถือว่าได้ไม่คุ้มเสียกันเลยทีเดียว และนอกจากนี้ปัญหาคีย์หมดอายุก็จะไม่ปรากฏขึ้นมาใน Windows แท้อย่างแน่นอน ได้ทั้งความปลอดภัย ความสบายใจ ถูกกฎหมาย แถมใช้งานได้ยาวๆ อีกด้วย

 

19 ธันวาคม 2564

รวม App ที่กิน Ram

 ก่อนอื่นขอเล่าสักนิดเกี่ยวกับการทำงานของ RAM บนมือถือว่าทำงานอย่างไร RAM หรือ Random Access Memory เป็นหน่วยความจำที่มีหน้าที่สำรองพื้นที่ไว้ให้ CPU ซึ่งเป็นหน่วยประมวลผลหลัก เพื่อจะให้ทำงานต่อระหว่างรอรับคำสั่ง ก็เหมือนกับสิ่งของอย่างเช่น ภาชนะอาหาร ที่มีหน้าที่วางรอเพื่อให้เราไปเคี้ยว เพื่อรอย่อยลงไปนั่นเอง

Apps ธนาคาร

เริ่ม Apps แรกที่หลายคนบอกว่าไม่น่าเป็นไปได้ว่าจะกิน RAM แต่ก็เป็นไปแล้วกับ Apps ธนาคาร เพราะเดี๋ยวนี้ก็มีการแจ้งเตือนและข่าวสารเยอะ ทำให้หลายครั้ง Apps เหล่านี้จะกิน RAM มากโดยไม่รู้ตัว

Line

ต่อมาจะเป็นโปรแกรมแชทยอดนิยมของคนไทยอย่าง Line ยิ่งมีการให้ข้อมูลข่าวเข้ามามาก เครื่องก็จะทำงานหนักขึ้น และยิ่งดองข้อความไม่อ่านหรือจะเก็บข้อความเก่ามากๆ นอกจากความจำจะเต็มแล้วในเวลาที่เราต้องเรียกใช้จะใช้ RAM มหาศาลเลยครับ

Facebook

สำหรับโปรแกรม Social Network ยอดนิยมอย่าง Facebook ที่มีการแสดงผลทั้งภาพและเสียง ซึ่งอาจจะไม่ได้กิน RAM เยอะ ยกเว้น ถ้าคุณเป็นพวกชอบย้อนไปดูข้อมูลเก่าเรื่อยๆ ก็อาจจะทำให้ Apps ต้องมีการจองพื้นที่ RAM เยอะขึ้นนั่นเองก็อาจจะทำให้ไม่เพียงพอต่อการใช้ของ Apps อื่นๆ จนส่งผลให้เครื่องหน่วงได้

Apps เกมต่างๆ

ถือว่าเป็นตัวกิน RAM ชั้นดีเลยครับ ยิ่งคุณออกจากเกมแล้วไม่ปิดเนี่ย จะยิ่งมีการใช้ RAM อยู่เรื่องๆ จนสุดท้ายมันอาจจะส่งให้ความจำภายในของเครื่องคุณหมดได้เช่นเดียวกัน

Apps แต่งภาพ

นอกจาก Apps เล่นเกมแล้ว ยังมีอีก Apps ที่ทำงานกับเครื่องเยอะ นั่นคือ Apps แต่งภาพ เมื่อคุณเปิดขึ้นมาก็จะมีการจอง RAM ไว้และระหว่างทำงานก็จะมีการใช้งานอยู่ หากไม่ได้ปิดก็จะมีผลกับ Apps อื่นอาจจะทำให้เกิดอาการเครื่องหน่วงได้

ส่วนวิธีแก้ปัญหานั้นง่ายมากครับ ลองทำตามได้ดังนี้

  • ลอง Restart มือถือของคุณสำหรับ Android ให้กดค้างแล้วสไลด์ไปที่ปุ่ม Restart
  • ลองปิดโปรแกรม โดยกดปุ่มสี่เหลี่ยมหรือปัดขึ้นเล็กน้อยแล้วกด ปิดทั้งหมด หรือ Close All
  • ลอง Wipe Cache (ในขั้นตอนนี้จะกดยากเล็กน้อย ต้องกดทุกปุ่มทั้ง Power, และลดเสียง
  • สำหรับ iPhone ลองปิดเครื่องแล้วเปิดใหม่
  • ลองปิด Background Apps บางโปรแกรมที่ไม่ได้ใช้จะดีที่สุด
  • หมั่น Update Apps อยู่เสมอ เพราะทุกครั้งที่มีการอัปเดตอาจจะมีการแก้ปัญหาของ Apps ในเรื่องการใช้ RAM ครับ

01 ธันวาคม 2564

การถอน McAfee

 McAfee มีชื่อเสียงในเรื่องถังขยะที่ค่อนข้างดีในหมู่ชุมชนพีซีและอย่างถูกต้อง McAfee ช้าใช้หน่วยความจำจำนวนมากเพื่อสิ่งที่ง่ายที่สุดใช้ CPU ไม่เหมือนใครและด้วยเหตุผลอะไรก็ตามพื้นที่ดิสก์เกือบ 1GB นอกจากทั้งหมดนี้สิ่งที่ทำให้ McAfee น่ารำคาญก็คือมันมักจะทำงานเหมือนแอดแวร์และทำให้ยากต่อการถอนการติดตั้งจาก Windows 10

ถอนการติดตั้ง mcafee บน windows 10 image 01

โดยทั่วไปแล้วคุณจะพบ McAfee บนพีซีที่สร้างไว้ล่วงหน้าที่ผู้ผลิต OEM และพีซีติดตั้งรุ่นทดลองหรือรุ่นที่จ่ายเงิน เมื่อคุณถึงเวลาที่กำหนด McAfee จะเริ่ม bugging ให้คุณอัปเกรดหรือต่ออายุผลิตภัณฑ์ ในโลกที่ Windows Defender ทำได้ค่อนข้างดีและมีซอฟต์แวร์ป้องกันไวรัสฟรีอื่น ๆ มากมายเช่น Avast และ AVG ไม่มีเหตุผลที่จะใช้ McAfee. โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Microsoft กำลังปรับปรุงอย่างแข็งขันWindows Defender ที่มีคุณสมบัติใหม่เช่น Windows Defender Sandbox, การป้องกัน Ransomware เป็นต้นดังนั้นหากคุณต้องการที่จะลบ McAfee ออกจากระบบ Windows ของคุณอย่างสมบูรณ์มีวิธีถอนการติดตั้ง McAfee บน Windows 10

มีสองวิธีคือ ลบ McAfee จาก Windows 10 วิธีแรกคือการใช้แผงควบคุมและวิธีที่สองใช้เครื่องมือลบ McAfee ก่อนอื่นให้ลองวิธีแรก หากคุณคิดว่า McAfee ไม่ได้ถูกถอนการติดตั้งอย่างถูกต้องหรือถ้าคุณต้องการที่จะลบผลิตภัณฑ์ McAfee ทั้งหมดในคราวเดียวจากระบบของคุณให้ทำตามวิธีที่สอง

ข้ามไปที่:

  1. วิธีการด้วยตนเอง
  2. เครื่องมือวิธีการลบ McAfee

ฉันแสดงสิ่งนี้ใน Windows 10 แต่วิธีการด้านล่างใช้ได้กับ Windows 7 และ Windows 8

1. ถอนการติดตั้ง McAfee บน Windows 10 จากแผงควบคุม

Advertisement
การถอนการติดตั้ง McAfee ได้รับการปรับปรุงเมื่อเวลาผ่านไป เช่นเดียวกับซอฟต์แวร์ใด ๆ ที่ติดตั้งบน Windows คุณสามารถถอนการติดตั้ง McAfee จากแผงควบคุม ทำตามขั้นตอนด้านล่างเพื่อถอนการติดตั้ง McAfee บน Windows 10 ผ่านทางแผงควบคุม

1. ค้นหาแผงควบคุมในเมนูเริ่มแล้วเปิด

2. ในแผงควบคุมให้คลิกที่ตัวเลือก "โปรแกรมและคุณสมบัติ" หากคุณไม่พบตัวเลือกตรวจสอบให้แน่ใจว่ามุมมองจากถูกตั้งค่าเป็น "ไอคอนขนาดใหญ่"

ถอนการติดตั้ง mcafee บน windows 10 image 02

3. ที่นี่คุณสามารถถอนการติดตั้งโปรแกรมได้ ค้นหาโปรแกรมป้องกันไวรัสของ McAfee คลิกขวาแล้วเลือกตัวเลือก "ถอนการติดตั้ง" ในกรณีของฉันโปรแกรมป้องกันไวรัสของ McAfee เรียกว่า McAfee LiveSafe

ถอนการติดตั้ง mcafee บน windows 10 image 03

4 ในหน้าจอถอนการติดตั้ง McAfee ให้เลือกช่องทำเครื่องหมาย "McAfee LiveSafe" และ "ลบไฟล์ทั้งหมดสำหรับโปรแกรมนี้" แล้วคลิกที่ปุ่ม "ดำเนินการต่อ" หากคุณดูที่ด้านล่างของหน้าจอคุณจะเห็นว่า McAfee เป็น ไม่ ถอนการติดตั้งแอปพลิเคชัน Web Advisor เราจำเป็นต้องถอนการติดตั้งแยกต่างหาก

ถอนการติดตั้ง mcafee บน windows 10 image 04

5. ในหน้าต่างคำเตือนนี้เพียงคลิกที่ปุ่ม "ดำเนินการต่อ"

ถอนการติดตั้ง mcafee บน windows 10 image 05

6. ทันทีที่คุณคลิกที่ปุ่มดำเนินการต่อ McAfee จะเริ่มถอนการติดตั้งตัวเอง อาจต้องใช้เวลาพอสมควรในการถอนการติดตั้ง McAfee บน Windows 10 อย่างเต็มที่ดังนั้นให้รอและรอ

ถอนการติดตั้ง mcafee บน windows 10 image 06

7. ที่นี่คลิกที่ปุ่ม "ไม่ขอบคุณ"

ถอนการติดตั้ง mcafee บน windows 10 image 07

8. คลิกที่ปุ่ม "เริ่มใหม่ตอนนี้" เพื่อเสร็จสิ้นกระบวนการถอนการติดตั้ง McAfee

ถอนการติดตั้ง mcafee บน windows 10 image 08

1.1 ถอนการติดตั้ง McAfee WebAdvisor

9 จำไว้ว่าเรายังคงต้องลบแอปพลิเคชัน McAfee Web Advisor ด้วย ดังนั้นหลังจากรีสตาร์ทระบบไปที่ "แผงควบคุม -> โปรแกรมและคุณสมบัติ" คลิกขวาที่ McAfee Web Advisor และเลือก "ถอนการติดตั้ง"

Advertisement
ถอนการติดตั้ง mcafee บน windows 10 image 09

10. McAfee สามารถแสดงได้ ข้อมูลเท็จ เพื่อให้คุณใช้งานแอปพลิเคชัน ในกรณีของฉันมันบอกฉันว่ามันได้ป้องกันฉันจากการขโมยข้อมูลประจำตัวและการขโมยรหัสผ่าน ซึ่งเป็นเท็จ เพียงคลิกที่ปุ่ม "ไม่ขอบคุณเพียงถอนการติดตั้ง" ทางด้านซ้าย ไม่ใช่ปุ่มสีน้ำเงินขนาดใหญ่.

ถอนการติดตั้ง mcafee บน windows 10 image 10

11. ทันทีที่คุณคลิกที่ปุ่มแอปพลิเคชันจะถูกถอนการติดตั้งอย่างสมบูรณ์

ถอนการติดตั้ง mcafee บน windows 10 image 11

12. เพียงเพื่อให้แน่ใจว่า McAfee ถอนการติดตั้งอย่างสมบูรณ์ให้รีสตาร์ทระบบของคุณ

ถอนการติดตั้ง mcafee บน windows 10 image 12

13. แม้หลังจากถอนการติดตั้ง McAfee แล้วจะยังมีไฟล์ที่เหลืออยู่ในโฟลเดอร์ Program Files ดังนั้นหลังจากรีสตาร์ทให้เปิด File Explorer ไปที่ C:Program Filesเลือก McAfee และกดปุ่ม Delete บนคีย์บอร์ดของคุณ

ถอนการติดตั้ง mcafee บน windows 10 image 13

14. หากคุณเห็นหน้าต่างคำเตือนเพียงคลิกที่ปุ่ม "ดำเนินการต่อ" เพื่อลบโฟลเดอร์ McAfee ใน Windows 10

ถอนการติดตั้ง mcafee บน windows 10 image 14

แค่นั้นแหละ. คุณถอนการติดตั้ง McAfee บน Windows 10 สำเร็จแล้วหากคุณไม่แน่ใจหรือไม่สามารถถอนการติดตั้ง McAfee ได้อย่างสมบูรณ์ให้ทำตามวิธีที่สองซึ่งใช้เครื่องมือกำจัด McAfee

2. ลบ McAfee บน Windows 10 โดยใช้เครื่องมือกำจัด McAfee

เช่นเดียวกับซอฟต์แวร์ป้องกันไวรัสหลายตัวมันอาจเป็นเรื่องยากลบ McAfee บน Windows 10 เนื่องจากปัญหาการถอนการติดตั้งหรือการถอนการติดตั้งที่ไม่สะอาด ในสถานการณ์เหล่านั้นคุณสามารถใช้เครื่องมือลบ McAfee เพื่อถอนการติดตั้ง McAfee บน Windows 10 อันที่จริงเครื่องมือลบ McAfee ทำให้การลบผลิตภัณฑ์ McAfee ทั้งหมดออกจากคอมพิวเตอร์ของคุณได้ง่ายในครั้งเดียว ให้ฉันแสดงให้คุณเห็นว่า

1. ก่อน มานี่ และดาวน์โหลดเครื่องมือลบ McAfee ชื่อ McAfee Consumer Product Tool (MCPR) เมื่อดาวน์โหลดเสร็จสิ้นให้ดับเบิลคลิกที่ไฟล์เพื่อเรียกใช้แอปพลิเคชัน

Advertisement
ถอนการติดตั้ง mcafee บน windows 10 image 15

2. ในหน้าจอนี้คลิกที่ปุ่ม "ถัดไป"

ถอนการติดตั้ง mcafee บน windows 10 image 16

3. ด้วยเหตุผลบางประการ (ความปลอดภัย?) คุณต้องป้อน captcha ดังนั้นป้อน captcha ที่แสดงและคลิก "ถัดไป"

ถอนการติดตั้ง mcafee บน windows 10 image 17

4. ตอนนี้นั่งรอ เครื่องมือลบ McAfee จะสแกนระบบของคุณสำหรับผลิตภัณฑ์ McAfee ใด ๆ และถอนการติดตั้งโดยอัตโนมัติ อาจใช้เวลาสักครู่จึงจะเสร็จสิ้นกระบวนการ

ถอนการติดตั้ง mcafee บน windows 10 image 18

5. เมื่อเสร็จแล้วให้คลิกที่ปุ่ม "รีสตาร์ท" เพื่อรีสตาร์ท Windows 10 เพื่อลบไฟล์ McAfee ที่เหลือ

ถอนการติดตั้ง mcafee บน windows 10 image 19

นั่นคือทั้งหมดที่ เครื่องมือลบจะลบไฟล์ที่เหลือจากโฟลเดอร์ไฟล์โปรแกรมในไดรฟ์ C ดังนั้นคุณไม่ต้องกังวลกับการลบมันด้วยตนเอง

หวังว่าจะช่วย ทำตามสองวิธีด้านบนเพื่อถอนการติดตั้ง McAfee บน Windows 10 และแบ่งปันประสบการณ์ของคุณเกี่ยวกับการใช้หรือลบ McAfee บน Windows 10

หากคุณต้องการถอนการติดตั้งแอพสโตร์ที่ติดตั้งไว้ล่วงหน้าให้ทำตามวิธีการถอนการติดตั้งแอพสโตร์ใน Windows 10

19 พฤศจิกายน 2564

onedrive ใช้ทำอะไร

 

Onedrive ใช้งานอะไรได้บ้าง เก็บข้อมูลฟรี Hotmail และ Outlook

 September 29, 2019 Modified date: October 9, 2021

เมื่อเราสมัคร Hotmail – Outlook แล้วอย่างแรกที่เราได้ คือ พื้นเก็บข้อมูลออนไลน์ จำนวน 5Gb ซึ่งก็คือ OneDrive นั้นเอง โดยเราสามารถอัพโหลดไฟล์ต่างๆ เช่น รูปภาพ, ไฟล์เอกสารต่างๆ, เพลง, วีดีโอ ลงสู่พื้นเก็บข้อมูลตัวนี้

รวบรวม การใช้งาน Onedrive อย่างละเอียด

OneDrive คล้ายกับมีแฮนดี้ไดร์ฟแบบออนไลน์ ที่ฝากเก็บไว้บนอินเตอร์นั้นเอง โดยไม่ต้องพก External Harddisk ดังนั้น ความสามารถเบื้องต้น OneDrive สามารถอัพโหลดข้อมูลเก็บไว้ การแชร์ข้อมูลไปให้เพื่อน และสร้างไฟล์เอกสาร Microsoft มาดูการใช้งานดังนี้

1. การอัพโหลดข้อมูล

การเข้าเราสามารถได้สองทางคือผ่านทางหน้าอีเมล์ หรือจะล็อคอินเข้าหน้าเวโดยตรงก็ได้>>ลิงนี้เลย แต่วันนี้เราจะสอนวิธีแบบเข้าผ่านอีเมล์ของ hotmail และ Outlook แล้วกัน

·  เริ่มจากล็อคอินเข้า hotmail และ Outlook กันปกติเหมือนตอนเราเข้าเช็คอีเมล์ จากคลิกจุดปะหกจุดด้านบน แล้วคลิกเลือกเมนู Onedrive 

วิธีเปิดใช้ OneDrive อยูที่อีเมล Hotmail

·  ก่อนอัพโหลดควรสร้างโฟลเดอร์เอาไว้เก็บไฟล์ซะก่อน โดยไปที่เมนู New>Folder

Onedrive สร้างโฟลเดอร์ พื้นที่เก็บไฟล์งาน

·  จากนั้นตั้งชื่อโฟลเดอร์จะได้ไหมลงว่าอัพลงที่ไหน

·  จากนั้นก็ทำการอัพโหลดไฟล์ลงในโฟลเดอร์ที่เราสร้างเลย โดยกดปุ่มอัพโหลด แล้วเลือกไฟล์ หรือจะทั้งโฟลเดอร์ที่ต้องการจากคอมเราส่งไดร์ออนไลน์

อัพโหลดไฟล์เก็บไว้ที่ Onedrive

·  เป็นอันเสร็จการอัพโหลดไฟล์ของเราก็พร้อมใช้งานบนออลไลน์ ถ้าเป็นไฟล์เองกสารพวก word, excel ก็สามารถพิมพ์งาน หรือแก้ไขงานได้ด้วย

2. การแชร์

เช่นกันกับการแชร์ไฟล์เราสามารถแชร์ไฟล์เฉพาะไฟล์ที่ต้องการ หรือมัดรวมแชร์ทั้งโฟลเดอร์ให้เพื่อนไปเปิดดูเปิดอ่านเปิดเลือกเอาเอง โดยมีวิธีดังนี้

·  เริ่มจากคลิกขวาที่ไฟล์ หรือโฟลเดอร์ที่ต้องการแชร์ จากนั้น กดปุ่ม Share

การแชร์ไฟล์ Onedrive

·  เมื่อกดปุ่ม Share แล้วเราจะสามารถเลือกแชร์ได้สองทางคือ ทางที่ 1 แชร์ไปยังอีเมล์ที่ต้องการส่งให้ กับ ทางที่ 2 คือก็อปลิง URL เอาไปส่งให้เพื่อนเปิดอ่านเอาเอง

·  ซึ่งแบบส่งลิง URL จะสามารถเอาส่งตามแพลทฟอร์มต่างๆ อย่างส่ง ข้อความ SMS, ส่งทางแชท facebook หรือ Line ก็ตามสะดวกเลย

3. สร้างไฟล์เอกสาร Microsoft

ใน Onedrive ยังสามารถสร้างไฟล์ หรือแก้ไขไฟล์เอกสารออนไลน์ได้เลยทั้งไฟล์ Microsoft word, excel และPowerpoint

·  เลือกเมนู New>ตามด้วยไฟล์เอกสารที่เราต้องการสร้าง

·  เมื่อสร้างไฟล์ขึ้นมาเราสามารถพิมพ์งาน ปรับแต่งตัวอักษร ใส่ตาราง หรือแม้กระทั้งอัพรูปจากในคอมใส่เข้าไปก็ได้ เมื่อพิมพ์เสร็จแล้วไฟล์จะถูกเซฟอัติโนมัติด้วย

สร้างไฟล์เอกสาร Microsoft ใน Onedrive

·  เช่นเดียวกันกับการสร้างไฟล์ excel เราสามารถทำตารางใส่ข้อมูลใส่กราฟใส่รูปต่างๆ ได้เช่นกัน

·  ไฟล์ก็จะถูกเซฟอัติโนมัติเก็บไว้ที่โฟรเดอร์ที่เราสร้างไว้นั้นเอง ซึ่งไฟล์สามารถเปิดได้ทั้งบนคอม และมือถือผ่านหน้าเวป หรือแอพ

ไฟล์ก็จะถูก Save อัตโนมัติ

เมื่อเรามีอีเมล Hotmail และ Outlook สามารถใช้บริการหลายอย่างได้ฟรี ทำให้เราได้จัดทำ คู่มือ OneDrive เพื่อจะได้รู้การใช้งาน OneDrive ขั้นพื้นฐาน

ใครที่สงสัยว่า OneDrive ใช้ยังไง บทความนี้น่าจะพอให้รู้ถึงความสารถและการทำงานของวันไดรฟ์

การ Activate Windows10

 

โหลด Windows 10 Digital Activation Program ตัว Activate Win 10/11 แบบ Digital License ให้กลายเป็นของแท้ | 1.4 MB

W10 Digital Activation คืออะไร

W10 Digital Activation Program คือเครื่องมือจาก Ratiborus ที่สามารถเปิดใช้งาน Windows 11/10 โดยใช้ digital license ตัว W10 Digital Activation Program จะแทนที่ kms license โดยอัตโนมัติหากมีอยู่แล้ว W10 Digital Activation Program ไม่ได้ติดตั้งหรือบันทึกไฟล์สำหรับการเปิดใช้งานในระบบเลย ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องตั้งข้อยกเว้นในโปรแกรมป้องกันไวรัส เพียงแค่ต้องเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต (ลงชื่อเข้าใช้ Windows ด้วย Microsoft Account ก่อนใช้) โดยใช้เครื่องมือนี้เพื่อเปิดใช้งานระบบปฏิบัติการของคุณทันที ครั้งต่อไปที่คุณเชื่อมต่อหากคุณเข้าถึงอินเทอร์เน็ตระบบจะเปิดใช้งานโดยอัตโนมัติ

เมื่อติดตั้ง Windows 10 ใหม่ไม่จำเป็นต้องเรียกใช้เครื่องมือนี้อีกครั้ง และด้วยการที่มันแอคติเวทออนไลน์ครั้งแรกแล้ว MS Server จะจดจำW10 Digital Activation Program และเปิดใช้งานระบบปฏิบัติการโดยอัตโนมัติ

วิธีใช้ W10 Digital Activation

*รองรับเฉพาะ Windows 10 อาจจะลองใช้กับ Windows 11 ได้เช่นกัน, ลงชื่อเข้าใช้ Windows ด้วย Microsoft Account ก่อนใช้

  1. เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต
  2. รันไฟล์แบบ Run as admin
  3. กด Activate Windows 10

คำสั่งใน Command Prompt

  คำสั่งใน Command Prompt (cmd) สำหรับตรวจเช็คสถานะและข้อมูลของคอมพิวเตอร์ที่ใช้งานบ่อย แบ่งตามหมวดหมู่ได้ดังนี้ครับ 1. ตรวจเช็คข้อมูลเครื่...